ยังมีลุ้น แม้โอกาสยาก

     วิเคราะห์บอลอังกฤษโดยทีมงาน FIFA555 ทีมงานวิเคราะห์ฟุตบอลชื่อดังของโลก  หลังจากที่แพ้มาในนัดแรกสำหรับฟุตบอลคาราบาวคัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรกที่แพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไป 1-3 ทำให้โอกาสที่จะเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศนั่นยากมากๆ แต่ก็เชื่อว่านักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทุกคนก็ยังมีความมุ่งมั่นที่ต้องการจะผลิกเข้ารอบให่ได้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเกมส์นี้จะยังไม่มี มาร์คัส เรชฟอร์ด สกอต แม็คโทมิเนย์ สองนักเตะคนสำคัญที่ยังมีอาการบาดเจ็บรบกวน ทำให้โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องจัดทีมโดยผู้เล่นชุดเดิมเป็นหลัก โดยหน้าเป้าเป็น อองโธนี่ มาร์กซิลยาล และมีผู้เล่นอย่าง เดเนี่ยล เจมส์ และ ฮวน มาต้า เป็นผู้เล่นเกมส์รุก กองหลังน่าจะรอเช็กความฟิตของ วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ กองหลังทีมชาติสวีเดนอีกครั้งว่าจะลงเล่นได้หรือไม่ ส่วนแบ๊กขวา และ แบ๊กซ้าย ยังคงเป็นของ อารอน วาบิฟซาก้า และ ลุค ชอว์ เหมือนเดิม

สำหรับการเจอกันในลีกที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม เป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สามารถบุกไปเอาชนะได้ 2-1 ซึ่งเกมส์นั้นนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นได้ตามแผนโดยเฉพาะเกมส์สวนกลับที่ทำผลงานได้ดี รวมถึงการเล่นเกมส์รับที่ดี และเหนียวแน่นทำให้เก็ยสามคะแนนออกมาได้ เชื่อว่าเกมส์นี้ก็ยังมีโอกาสสำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กลับมาเข้ารอบได้ ถ้าพวกเขาสามารถทำประตูได้เร็ว และองค์ประกอบโดยรวมสนับสนุนทีมของพวกเขา เพราะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ใช่ทีมที่แพ้ไม่เป็น

 

“สาลิกา” อันตราย!!

   สตีฟ บรูซ อดีตปราการหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ผันตัวมาเป็นกุนซือ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งมาโดยตลอด และมักได้งานกับการคุมทีมในระดับแชมเปี้ยนชิปเป็นประจำ รวมถึงมีช่วงที่ได้เป็นกุนซือในพรีเมียร์ลีกอยู่เรื่อยๆ แต่ก็หลายครั้งที่เขาต้องคุมทีมตกชั้นไปเล่นในลีกรอง ซึ่งทุกคนทราบถึงขีดจำกัดของสตีฟ บรูซเป็นอย่างดี แต่ทว่านิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่หมดสัญญากับราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือคนเก่งชาวสเปนไปเมื่อหลังจบฤดูกาลที่แล้ว และพวกเขาก็เลือกที่จะแต่งตั้งสตีฟ บรูซ เข้ามาคุมทีมสู้ศึกพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้แทน ซึ่งทำให้สาวก “ทูน อาร์มี่” ไม่ค่อยพอใจกับการเลือกุนซือครั้งนี้เท่าไหร่ เพราะจากราฟาเอล เบนิเตซ ที่ถือว่าเป็นกุนซือระดับชั้นอ๋องมาเป็นสตีฟ บรูซ ก็ทำให้แฟนบอลกลัวชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นกับทีมในฤดูกาลนี้ เนื่องจากตอนเบนิเตซคุมทีม นิวคาสเซิ่ลสามารถอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกได้อย่างสบาย โดยแทบไม่ต้องลุ้นหนีตกชั้นด้วยซ้ำ โดยกุนซือชาวสเปนแทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหารในด้านการเงินให้ซื้อนักเตะเลยด้วย โดยต้องทำการขายนักเตะออกไปก่อนถึงจะนำเงินมาซื้อคนใหม่ได้

แต่ยังดีที่พอเปลี่ยนกุนซือมาเป็นสตีฟ บรูซ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดก็มีนโยบายที่เปลี่ยนไป โดยพวกเขาลงทุนมากขึ้นในการเสริมทัพ ซึ่งทำให้ผลงานของทีมในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาถือว่าดีทีเดียว โดยพวกเขาขึ้นไปอยู่ในโซนลุ้นพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลยุโรปได้อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ช่วงหลังฟอร์มของทีมจะแผ่วลงไป จนกระทั่งปัจจุบันก็ตกลงมาอยู่ครึ่งล่างของตารางเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากฟอร์มช่วงหลังของทีมก็เริ่มไว้ใจไม่ได้แล้วเช่นกันว่าจะอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกได้แบบ 100% ในฤดูกาลหน้า เพราะทีมจากท้ายตารางต่างทำคะแนนได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงที่ผ่านมา และทำให้นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มีคะแนนห่างจากโซนตกชั้นเพียงแค่ 5 คะแนนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นระยะห่างที่ไม่น่าไว้ใจเลยทีเดียว เพราะ 5 นัดหลังในพรีเมียร์ลีกพวกเขาแพ้ไปถึง 3 นัด และเก็บชัยชนะได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น ยังดีที่บุญเก่าในช่วงต้นฤดูกาลยังทำให้พวกเขามีสถานการณ์ในตอนนี้ไม่แย่มากนัก

“ท็อฟฟี่ฯ” ปีหน้า

   ข่าวฟุตบอลโดย goalclub.tv ทีม “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน ทีมในเมืองลิเวอร์พูลของอังกฤษ พยายามจะไต่เต้าขึ้นมาเป็นทีมหัวตารางให้ได้โดยตลอด นับตั้งแต่ที่พวกเขาได้ฟาร์ฮัด โมชิรี่ นักธุรกิจเชื้อสายอังกฤษ-อิหร่านเข้ามาเป็นประธานสโมสรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 ซึ่งเขาพยายามลงทุนกับการซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมอย่างมหาศาลในยุคที่มีโรนัลด์ คูมันน์ กุนซือชาวดัตช์คุมทีมอยู่ แต่ก็ประสบความล้มเหลวเพราะการซื้อนักเตะมามากเกินไปนั่นเอง ทำให้แต่ละคนที่ต้องการเวลาปรับตัว ทำให้สุดท้ายทีมเละแล้วคูมันน์ก็ถูกไล่ออก จนทำให้พวกเขาต้องไปดึงแซม อัลลาไดซ์ กุนซือมือเก๋าที่ช่ำชองในการทำทีมหนีตกชั้นเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ และต่อมาก็เป็นมาร์โก ซิลวา กุนซือชาวโปรตุกีสที่เหมือนจะดี แต่สุดท้ายก็ดีแตก และโดนไล่ออกจากตำแหน่งไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และหลังจากนั้นก็ให้ดันแคน เฟอร์กูสัน อดีตกองหน้าของสโมสรที่เป็นทีมสต๊าฟโค๊ชอยู่เข้ามาคุมทีมแทนชั่วคราวในตอนที่พวกเขามองหากุนซือคนใหม่ที่จะเข้ามาแทน และหวังจะยกระดับของทีมให้ได้เสียที

และสุดท้ายเอฟเวอร์ตันก็ได้ตัวคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือชื่อดังผู้พาทีมประสบความสำเร็จมาแล้วทุกลีกทั่วยุโรป ทั้งเอซี มิลาน เชลซี เรอัล มาดริด ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และบาเยิร์น มิวนิค ทีมเหล่านี้ “อันเช่” พาประสบความสำเร็จมาหมดแล้ว ซึ่งจังหวะเหมาะเจาะพอดี เพราะก่อนหน้านี้เขายังเป็นกุนซือของนาโปลีอยู่ แต่สุดท้ายก็ถูกไล่ออกไล่เลี่ยกับที่เอฟเวอร์ตันต้องการกุนซือใหม่พอดี ทำให้ทุกอย่างลงล็อคเข้าทางพวกเขาพอดี ทำให้ทีม “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ได้กุนซือชื่อดังเข้ามาคุมทีมตามที่ต้องการ ซึ่งหลังจากเข้ามาคุมทีมไม่นาน กุนซือวัย 60 ปีก็แสดงให้เห็นทันทีว่าเขาแตกต่างจากกุนซือคนก่อนๆ ยังไง เมื่อเขาสามารถพาเอฟเวอร์ตันเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องทันที ถึงแม้ว่านักเตะชุดนี้จะไม่ใช่นักเตะที่เหมาะกับระบบการเล่นของเขาทั้งหมดก็ตาม ซึ่งฤดูกาลหน้าน่าจะเป็นฤดูกาลที่คาร์โล อันเชล็อตติ จะได้โชว์ฝีมือกับการคุมทีมเอฟเวอร์ตันแบบเต็มตัว ซึ่งน่าสนใจมากว่าเขาจะสามารถพาเอฟเวอร์ตันแทรกขึ้นมาอยู่ในกลุ่มหัวตารางเหมือนที่เลสเตอร์ ซิตี้ทำได้ในฤดูกาลนี้หรือไม่

โซนตกชั้นสนุกกว่า!

  อย่างที่แฟนบอลพรีเมียร์ลีกทราบกันดีว่าการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้น่าจะหมดสนุกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลนั้นไร้เทียมทานเหลือเกินในฤดูกาลนี้ ทำให้โกยแต้มนำหน้าคู่ปรับสำคัญอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้แบบไม่เห็นฝุ่น ส่วนการลุ้นท็อป 4 ที่สนุกทุกปีนั้นฤดูกาลนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเหลือโควต้าให้แย่งกันเพียงที่เดียว คืออันดับที่ 4 ของตารางเท่านั้น เพราะ 3 อันดับแรกน่าจะถูกจองโดยลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเลสเตอร์ ซิตี้ไปแล้ว หากว่าทีม “จิ้งจอกสยาม” ไม่ออกทะเลแบบหาฝั่งไม่เจอไปเสียก่อนก็ไม่น่าจะหลุดจากกลุ่มท็อป 3 ไปได้ ทำเหลือเพียงอันดับ 4 ที่เชลซีครองอยู่ในตอนนี้เท่านั้นที่ทีมตามจะยังพอได้ลุ้น

แต่สิ่งที่สนุกแทบทุกปีคงหนีไม่พ้นการลุ้นหนีตกชั้นของบรรดาทีมท้ายตาราง ซึ่งว่ากันว่ามันมีมูลค่าสูงถึงหลัก 100 ล้านปอนด์เลยทีเดียว หากว่าเป็นทีมที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกต่อไปได้สำเร็จ ซึ่งฤดูกาลนี้ดูเหมือนการลุ้นหนีตกชั้นยังคงเปิดกว้างมากๆ โดยจะมีเพียงนอริช ซิตี้เท่านั้นที่ดูจะอ่อนกว่าทีมอื่น และโอกาสรอดน้อยกว่าทีมอื่นพอสมควรเพราะสถานการณ์ในตอนนี้ รวมถึงความน่าจะเป็นในอนาคตด้วย เพราะพวกเขาร่อแร่มาตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้นอริชตีคู่มากับวัตฟอร์ด และเซาธ์แฮมตันที่อยู่ในโซนตกชั้นมาตลอดหลายสัปดาห์ แต่ภายในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาสถานการณ์การลุ้นหนีตกชั้นได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อทีม “นักบุญ” โกยแต้มเป็นว่าเล่นจนทำให้ตอนนี้ขยับขึ้นไปอยู่กลางตารางเรียบร้อยแล้ว ส่วนวัตฟอร์ดที่ตั้งแต่เปลี่ยนกุนซือมาเป็นไนเจล เพียร์สัน ก็เก็บ 13 คะแนนจาก 5 นัด ทำให้ตอนนี้ทีม “แตนอาละวาด” ขยับขึ้นไปอยู่ในโซนปลอดภัยแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยู่เป็นบ๊วยของตารางด้วยซ้ำ

ทีมที่ดูสถานการณ์ไม่ดีเอาเสียเลยในตอนนี้คือบอร์นมัธของกุนซือเอ็ดดี้ ฮาว ที่แพ้มาอย่างต่อเนื่อง และสิบกว่านัดหลังสุดเอาชนะได้เพียงเชลซีกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2 ทีมใหญ่เท่านั้น แต่นอกนั้นแพ้หมด ทำให้กลายเป็นรองบ๊วยในตอนนี้ ส่วนแอสตัน วิลล่าก็ดันมามีปัญหานักเตะบาดเจ็บเป็นว่าเล่น แต่พวกเขายังดูกระตือรือร้นที่จะอยู่รอดด้วยการเสริมทัพในช่วงเดือนมกราคมนี้ ทำให้การลุ้นหนีตกชั้นน่าจะสนุกไปจนจบฤดูกาลเลยทีเดียว

คงไม่รอด!

    นอริช ซิตี้ เป็นทีมแชมป์ของศึกแชมเปี้ยนชิปอังกฤษเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้พวกเขาได้เลื่อนชั้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกโดยอัตโนมัติในฤดูกาลนี้ ซึ่งถือว่าพวกเขามีคุณภาพมากที่สุดจาก 3 ทีมที่เลื่อนชั้นมาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นแอสตัน วิลล่า หรือว่าเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดก็ตาม แต่นั่นไม่ได้การันตีว่าพวกเขาจะอยู่ปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกแต่อย่างใด เพราะเวทีพรีเมียร์ลีกนั้นถือว่าคนละเรื่องกับแชมเปี้ยนชิป และทีมที่ขึ้นมาต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดให้ได้ และจะเห็นได้ชัดเจนจากช่วงที่ผ่านมาว่าทีม “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” นั้นปรับตัวได้แย่ที่สุดจากบรรดา 3 ทีมน้องใหม่เลย ซึ่งไม่ต้องเทียบกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดเลยก็ได้ เพราะทีม “ดาบคู่” กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งมากด้วยระบบการเล่นแบบ 3-5-2 ซึ่งทำให้พวกเขาแพ้ยาก ทำให้เก็บคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำ และน่าจะอยู่รอดต่อไปในฤดูกาลหน้าได้อย่างแน่นอนแล้ว  แต่นอริช ซิตี้กลับต้องจมอยู่ท้ายตาราง และมีคะแนนตามหลังโซนปลอดภัยเป็น 10 คะแนนเข้าไปแล้ว

การที่พวกเขาไม่ยอมปรับตัว และลงทุนเพิ่มเติมหลังจากเลื่อนชั้นขึ้นมาพรีเมียร์ลีกแล้ว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมไปไม่รอดในฤดูกาลนี้ โดยพวกเขาใช้เงินน้อยมากในการเสริมทัพช่วงปิดฤดูกาล ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ แต่มันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ ที่คิดว่าทีมเดิมจากลีกรองจะสามารถทำได้ดีในศึกพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้พวกเขามีสถานการณ์เดียวกับฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยก็ว่าได้ ซึ่งพวกเขากำลังจะตกชั้นอย่างไม่เป็นทางการในเร็วๆ นี้ หากไม่มีจุดเปลี่ยนของทีมในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนกุนซือ หรือว่าการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงเดือนมกราคมนี้ก็ตาม ซึ่งพวกเขาต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อหวังให้ทีมอยู่รอดให้ได้ เพราะหากไม่มีการขยับทำอะไรเลยหล่ะก็ คงจะต้องบอกลานอริช ซิตี้กับสังเวียนพรีเมียร์ลีกอย่างแน่นอน และพวกเขาอาจจะต้องไปเริ่มต้นใหม่กับระดับแชมเปี้ยนชิปในฤดูกาลหน้า ซึ่งมันไม่ได้การันตีเลยว่าพวกเขาจะสามารถกลับขึ้นมาได้ในปีเดียว หรือเร็วๆ นี้ เพราะมีให้เห็นหลายทีมว่าพอตกชั้นไปแล้วก็ตกเลย แถมตกเลยไปจนถึงลีก วันก็มี เช่นวีแกน แอตเลติกเป็นต้น

ท็อป 4 เปลี่ยนยาก!

   การแข่งขันฟุตบอลในแต่ละฤดูกาลของแต่ละสโมสรก็มักจะมีเป้าหมายแตกต่างกันไปตามการลงทุน และความคาดหวังของสโมสรนั้นๆ ซึ่งเป้าหมายหลักๆ ที่แต่ละทีมจะตั้งเป้าเอาไว้ก็อย่างเช่นการลุ้นแชมป์ การลุ้นทำอันดับไปเล่นในฟุตบอลยุโรปฤดูกาลหน้า หรือว่าการอยู่รอดในลีกสูงสุดให้ได้ โดยเฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ จะมีการแข่งขันกันสูงมากในทุกพื้นที่ เพราะลีกเมืองผู้ดีถือว่ามีเงินรางวัลตอบแทนจากค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดสูงที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งเหล่าสโมสรยักษ์ใหญ่ของลีกอย่างพวกกลุ่มท็อป 6 ก็มักจะตั้งเป้าหมายในการลุ้นแชมป์เป็นหลักอยู่แล้ว หรือว่าอย่างน้อยก็ต้องติด 1-4 เพื่อที่จะได้ไปเล่นในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลต่อไป ซึ่งหากทำสำเร็จก็จะได้เงินส่วนแบ่งอีกมหาศาลเลยทีเดียว

ในฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ดูท่าแล้วการลุ้นพื้นที่ 1-4 นั้นถือว่าค่อนข้างลำบากไม่น้อยสำหรับทีมตาม เพราะดูเหมือนว่าจะมีเพียงอันดับ 4 ที่เชลซีครองอยู่ตอนนี้เท่านั้นที่ดูยังไม่มั่นคง แต่นอกนั้นทั้งลิเวอร์พูล เลสเตอร์ ซิตี้ และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูเหมือนจะจอง 3 อันดับแรกของตารางไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้เหลือที่ 4 ที่เดียวเท่านั้นที่หลายสโมสรที่ตามหลังอยู่จะสามารถแซงเข้าป้ายได้ในบั้นปลายของฤดูกาลนี้ ซึ่งเชลซีโดยแฟรงค์ แลมพาร์ด ยังถือว่าทำผลงานให้กับทีมได้ไม่แน่นอนนักในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก็มีทั้งช่วงที่ดีที่ชนะทีมใหญ่ได้ แต่สุดท้ายก็ดันมาแพ้ให้กับทีมกลางตาราง หรือท้ายตารางซะงั้น ทำให้ยังไม่สามารถทำคะแนนทิ้งผู้ตามอย่างท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส และอาจจะรวมถึงเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดไปได้ แต่ถึงเชลซีจะยังดูไม่แน่นอน แต่พวกเขาก็ยังสามารถรักษาอันดับ 4 ของตารางได้อย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด เนื่องจากเหล่าทีมตามหลังก็ไม่ได้มีความสม่ำเสมอมากกว่าพวกเขาแต่อย่างใด ทำให้ทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ยังรักษาอันดับได้มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งหากดูจากช่วงที่ผ่านมาแล้วถือว่าการจะเปลี่ยนแปลงอันดับตารางในกลุ่มท็อป 4 ในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนั้นถือว่ายังยากอยู่ เพราะเหลือตำแหน่งที่จะได้ลุ้นเพียงที่เดียวเท่านั้น แต่มีทีมที่ได้ลุ้นแย่งอันดับนี้ถึง 5 ทีมเลยทีเดียวในตอนนี้

 

มองเกมส์ ลิเวอร์พูล พบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

 ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนัดที่ 23 ของฤดูกาล จะมีโปรแกรมทำการแข่งขันในช่วงสัปดาห์นี้ โดยคู่เอกประจำสัปดาห์จะเป็นการเจอกันระหว่าง ลิเวอร์พูล ที่จะเปิดสนามแอนฟิล์ด รับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยความพร้อมก่อนลงสนาม รวมถึงบทวิเคราะห์จะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันเลย

เริ่มด้วยความพร้อมของทั้งสองทีม ลิเวอร์พูล เจ้าบ้าน เกมส์นี้จะไม่สามารถใช้งาน 5 ผู้เล่น ที่มีอาการบาดเจ็บลงสนามไม่ได้แน่นอนไม่ว่าจะเป็น เจมส์ มิลเนอร์ ฟาบินโญ่ นาบรี เกอิต้า เดยัน ลอฟเรน และ นาธาเนียล ไคลน์ ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆสามารถลงสนามได้ทั้งหมด ด้านแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บเช่นกัน โดยจะไม่สามารถใช้งานสองผู้เล่นสำคัญอย่าง สกอต แม็คโทมิเนย์ และ พอล ป็อกบา ที่ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน ส่วน มาร์คัส แรชฟอร์ด ต้องรอเช็กความฟิตก่อนลงสนามอีกครั้ง

วิเคราะห์ผลของการแข่งขันในคู่นี้ ดูแล้ว ลิเวอร์พูลมีโอกาสที่ดีกว่าพอสมควร ในการเก็บสามคะแนนได้ เพราะกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มที่ดี และแนวรุกกำลังมีความมั่นใจ ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้ผลงานในสองนัดล่าสุดจะเล่นได้ดีขึ้น แต่การมาเจอลิเวอร์พูลช่วงนี้ถือว่ายากมากที่จะกลับออกไปโดยมีคะแนน

วิเคราะห์บอล พรีเมียร์ลีกนัดที่ 21 สเปอร์ส พบ ลิเวอร์พูล

  

     ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ นัดที่ 21ของฤดูกาล คู่บิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์เป็นการเจอกันระหว่าง สเปอร์ส ที่จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของลิเวอร์พูล ความพร้อมก่อนลงสนามของทั้งสองทีม เริ่มด้วยสเปอร์สนัดนี้มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน มุสซ่า ซิสโซโก้ ตองกี เอ็นดอมเบเล่ เบน เดวิส แดนนี่ โรส และ ฮูโก้ ยอริส ไม่สามารถลงสนามได้ทั้งหมด ทำให้มูรินโญ่ อาจจะใช้ ซอน ฮึง มิน เป็นกองหน้าตัวเป้าแทน ด้าน ลิเวอร์พูล ก็ถือว่ามีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บเยอะเหมือนกันไล่ตั้งแต่ เจมส์ มิลเนอร์ นาบรี เกอิต้า ฟาบินโญ่ และโจเอล มาติป ไม่น่าจะลงสนามได้ ทำให้ต้องใช้ โจ โกเมซ ลงเล่นเป็นตัวจริงคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดร์ ต่อไป

ความน่าจะเป็นของเกมส์นี้ ดูแล้ว สเปอร์สแม้จะได้เล่นในบ้านแต่สภาพทีมไม่พร้อมเอาซะเลย อีกทั้งยังขาดผู้เล่นคนสำคัญทั้งแดนกลาง และ แดนหน้า ทำให้เชื่อว่าเกมส์นี้สเปอร์สอาจจะทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เสมอเท่านั้น